
ภาวะพูดช้า คืออะไรกันแน่นะลูกเราเป็นอยู่หรือไม่?
ภาวะพูดช้า มีข้อจำกัดหรือวิธีสังเกตอย่างไร หรือจะเป็นออเทียม / ออทิสติก มันต่างกันอย่างไรนะ เรนนี่คิดส์ค้นหาคำตอบมาให้ผู้ปกครองทุกท่านแล้วค่ะ
คำจำกัดความ
การพูดล่าช้า (Delayed Speech) เป็นความบกพร่องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็ก โดยมีพัฒนาการด้านภาษาและการพูด ไม่เป็นไปตามอายุ ความบกพร่องที่สังเกตได้คือ เด็กไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของผู้อื่น ทำให้ตอบสนองคำพูดของผู้อื่นไม่ถูก เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ล่าช้ากว่าเด็กอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน พูดได้ไม่สมอายุ หรือถ้าพอพูดได้ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องต่อเนื่องกัน เด็กที่พูดล่าช้ารู้จักคำศัพท์ในวงจำกัด และเรียบเรียงถ้อยความได้ไม่ดี (รจนา ทรรทรานนท์)
สถิติจำนวนการเป็นในปัจจุบัน
ในปัจจุบันพบปัญหาเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า (เด็กพูดช้า) เป็นจำนวนมาก กล่าวคือ 10-15% ในเด็กอายุ 2 ปี 5% ในเด็กวัยเริ่มเข้าเรียนและ 6-8% ในเด็กวัยเรียนซึ่งหากมีภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้าต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อปัญหาการเรียน (โดยเฉพาะการอ่าน) ปัญหาอารมณ์ และพฤติกรรมที่ตามมาในอนาคตได้
บทความโดย : พญ. กุลนิดา เต็มชวาลา

สาเหตุ
- ความผิดปกติของร่างกาย
- ความผิดปกติจากโรคทางพันธุกรรม
- ภาวะออทิสติก
- พัฒนาทางภาษาผิดปกติ
- ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม
ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้เด็กมีความผิดปกติของพัฒนาการด้านภาษาและการพูดสามารถตรวจดูตั้งแต่ในครรภ์ได้ หากเกิดจากความผิดปกติจากโรคทางพันธุกรรม ซึ่งจะเป็นการตรวจโครโมโซม แต่ถ้าหากเป็นสาเหตุอื่น อาจต้องรอจนกว่าเด็กจะเกิดมาและแสดงถึงความผิดปกติให้เห็นตามช่วงวัย
ข้อมูลจาก
อาจารย์นิตยา เกษมโกสินทร์
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

การแก้ไขและการส่งเสริม
สิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าลูกมี ภาวะพูดช้า คือ ควรเข้ารับการตรวจโดยกุมารแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เพื่อรับการรักษาอย่างตรงจุดโดยไม่ควรรอช้า เพราะการพบแพทย์เร็ว ตรวจไว การรักษาก็จะยิ่งได้ผลดี
การแก้ไขด้านการพูดเน้นในเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและการพูด โดยเริ่มทำการช่วยเหลือโดยเร็ว ใช้หลักการเรียนรู้ และพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นแนวทาง
บทความโดย; รจนา ทรรทรานนท์

พูดช้าเสี่ยงออทิสติกไหม
ปัจจุบันพบว่าเด็กไทยมีภาวะ ออทิสติกเทียม มากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุ ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของสมอง แต่เกิดมาจากการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมให้เกิดอาการของออทิสติกขึ้นมา เช่น พ่อไม่มีมีเวลา ก็มักจะเปิดโทรทัศน์หรือจอมือถือไว้ให้เด็กดู แต่ไม่มีติดต่อสื่อสารโต้ตอบ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการสื่อสารเพียงอย่างเดียว One-way Communication เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการเท่าที่ควรทำให้การพัฒนาทางภาษาของเด็กหยุดงะงัก พัฒนาการต่างๆ ล่าช้าไม่เป็นไปตามวัย โดยที่ลักษณะอาการจะใกล้เคียงกับ “โรคออทิสติก”
เด็กออทิสติกเทียมจะหายได้ ถ้ารู้เร็ว ซึ่งการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดูแค่ประมาณ 6 เดือนก็จะเห็นผล และถ้าทำอย่างต่อเนื่อง เด็กก็จะกลับมามีพัฒนาการและพฤติกรรมสมวัยได้
บทความโดย
แพทย์หญิงภาวิณี ธีรการุณวงศ์

นักกิจกรรมบำบัดฝึกอย่างไรในเด็กที่มีปัญหานี้
-ประเมินและส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านของเด็กตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงเด็กวัยรุ่นทั้งในเด็กปกติและเด็กพิเศษ
-นักกิจกรรมบำบัด ส่งเสริมทักษะด้านการบูรณาการประสาทความรับความรู้สึก (Sensory Intergration : SI) ปรับระดับการรับความรู้สึกในด้านต่างๆ ให้เหมาะสม ลดอาการชน อยู่ไม่นิ่ง การกระตุ้นตัวเอง
-ส่งเสริมทางด้านภาษาในการสื่อสารและสังคมให้เหมาะสมกับวัย
-ให้คำแนะนำกับผู้ปกครองหรือบุคคลทั่วไปในด้านพัฒนาการเด็กหรือกิจกรรมการเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย
-โดยเป้าหมายของการฝึกเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันซึ่งนักกิจกรรมบำบัดและผู้ปกครองจะร่วมกันวางแผนและกำหนดเป้าหมายให้ไปในทิศทางเดียวกัน จัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่พบเจอในเด็กเพื่อส่งเสริมให้เด็กสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
-การฝึกนั้นจำเป็นที่ต้องใช้ระยะเวลาความสม่ำเสมอในการฝึก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการนำโปรแกรมไปฝึกที่บ้าน ผู้ปกครองสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ตามลำดับ




