
ออทิสติกคืออะไร : เข้าใจความแตกต่างและเปิดใจรับความหลากหลาย
- Posted by Laphasrada Penmoon
- Categories Blog, Business
- Date May 9, 2024
- Comments 0 comment

ออทิสติกคืออะไร ออทิสติก (Autism spectrum disorder) คือ กลุ่มอาการที่มีความบกพร่องของพัฒนาการทางด้านภาษาและการสื่อสาร การเข้าสังคม โดยโรคออทิสติกปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ในทางพยาธิสรีรวิทยา สมองของผู้ป่วย ASD จะมีส่วน white matter มากกว่าในขณะที่มีจำนวน Purkinje cell น้อยกว่าปกติ และความผิดปกติไม่ได้อยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะแต่เกิดจากความผิดปกติในการเจริญของสมองโดยรวมทำให้บุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกจึงมีความบกพร่องในด้านของพัฒนาการโดยรวมเกือบจะทั้งหมด

การวินิจฉัย
สำหรับเด็กทารกในช่วงขวบปีแรกอาจจะยังไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเนื่องจากบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกจะไม่มีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปทั้งในด้านของพัฒนาการรูปร่างลักษณะหน้าตา โดยแพทย์จะดูอาการเบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาของพัฒนาการซึ่งอาการของเด็กที่มีพัฒนาการช้าจะมีลักษณะดังนี้
-
- ไม่พูดอ้อแอ้ ชี้มือ หรือแสดงท่าทางใดใดเมื่อเด็กอายุ 12 เดือน
-
- ไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียวเมื่อเด็กอายุ 16 เดือน
-
- พูดคำสั้นสั้นที่ติดต่อกันสองคำออกมาหรือเอาแต่พูดเลียนแบบคำสั้นสั้นซ้ำไปซ้ำมาเมื่อเด็กอายุ 24 เดือน
-
- ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาหรือเข้าสังคมได้
-
- ไม่สบตาเมื่อพูดคุยหรือไม่มีการโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่คุย
แพทย์อาจใช้แบบทดสอบ ทางสติปัญญาที่มีผลต่อการคิดและตัดสินใจ ร่วมกับการประเมินทางกายภาพซึ่งประกอบด้วย
-
- การตรวจร่างกายแพทย์จะตรวจเพื่อหาลักษณะความผิดปกติของโครโมโซม
-
- การทดสอบการได้ยินเนื่องจากปัญหาการได้ยินอาจส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้าซึ่งจะทำให้เด็กมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสังคมและการสื่อสารได้
-
- การทดสอบพิษจากสารตะกัวเพื่อตรวจสอบสารเคมีหรือสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายซึ่งส่งผลให้พัฒนาการล่าช้าได้
-
- การตรวจคลื่นสมองไฟฟ้า(Electroencephalograph: EEG)จะเป็นการแสดงลักษณะของคลื่นไฟฟ้าภายในสมองที่ทำงานผิดปกติ เช่นเด็กเคยเกิดอาการชักก็ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้า หรือทดถอยลง
-
- การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ( Magnetic Resonance Imagine: MRI )จะเป็นการตรวจสอบบริเวณสมองที่มีปัญหา


เกณฑ์การวินิจฉัยโรคออทิสติกจะแบ่งได้ออกเป็นอีก 3 ระดับตามความต้องการการช่วยเหลือ ดังนี้
-
- ระดับที่ 1 ต้องการการช่วยเหลือสนับสนุน พบว่ามีความบกพร่องในการสื่อสารอย่างชัดเจนไม่มีความยืดหยุ่นในการทำกิจวัตรประจำวันมีปัญหาในด้านการวางแผนและการจัดการที่เป็นระบบ
-
- ระดับที่ 2 ต้องการการสนับสนุนและช่วยเหลือมากพบว่ามีความบกพร่องในการสื่อสารทั้งในการใช้คำพูดและการใช้ท่าทาง มีการสื่อสารที่เป็นภาษาของตัวเองมีพฤติกรรมซ้ำๆที่เห็นได้อย่างชัดเจน
-
- ระดับที่สามต้องการการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างสูงมากมีความบกพร่องในการสื่อสารทั้งการใช้คำพูดและการใช้ท่าทางอย่างรุนแรงไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมีการแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างก้าวร้าวรุนแรง ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่น ในการใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมากอย่างมาก

ลักษณะอาการทางคลินิก
โรคออทิสติกจะมีความบกพร่องแบ่งออกเป็นสองด้านดังนี้
-
- ความบกพร่องทางด้านภาษาและการสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ได้แก่
-
- ความบกพร่องทางด้านภาษาและการสื่อสาร
-
- พูดซ้ำ ๆ พูดวนไปวนมา พูดทวนคำที่คุณพ่อ คุณแม่หรือคุณครูพูด
-
- พูดหรือออกเสียงที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ พูดไม่ชัด
-
- ไม่สามารถสนทนาได้อย่างต่อเนื่องจนจบความ
-
- ความบกพร่องทางด้านภาษาและการสื่อสาร
-
- การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
-
- ไม่สบตา ไม่ยิ้มให้ หรือยิ้มตอบ ไม่ทักทาย ไม่แสดงออกทางสีหน้า
-
- ไม่ชี้นิ้วบอก ใช้การร้องไห้และดึงมือผู้ใหญ่ไปที่สิ่งนั้นแทน
-
- ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้
-
- ไม่แบ่งปันสิ่งที่ตนสนใจกับผู้อื่น ชอบเล่นคนเดียว
-
- เวลาเรียกชื่อแล้วไม่หันมามองตามเสียงเรียก ไม่สบตา หรือสบตาน้อยมาก
-
- ไม่สนใจฟังเวลาพูดด้วย เฉยเมย ไม่แสดงอารมณ์
-
- ชอบเล่นกับสิ่งของมากกว่าเล่นกับคน
-
- ไม่รู้จักการใช้งานของสิ่งของ เช่น นำของเล่นมาดมหรือเลียแทนที่จะนำมาเล่น
-
- ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน ไม่ชอบเล่นตามจินตนาการ ไม่ชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น พ่อ แม่ ลูก
-
- การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม
-
- ความบกพร่องทางด้านภาษาและการสื่อสาร และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ได้แก่

2. มีพฤติกรรมเป็นแบบแผน หรือมีความสนใจซ้ำ ๆ จำกัดในเรื่องเดิม
-
- ชอบทำกิจกรรมเดิมซ้ำ ๆ วนไปวนมา หากถูกบังคับให้เปลี่ยนพฤติกรรมจะหงุดหงิดอาละวาดทันที
-
- ร้องไห้หากต้องทำในสิ่งที่ไม่สนใจ หรือเมื่อเจอกับบุคคลที่ไม่คุ้นเคย
-
- ชอบเล่นซ้ำ ๆ มองสิ่งที่สนใจซ้ำ ๆ โดยจะสนใจในรายละเอียดของสิ่งของเป็นอย่างมาก
-
- ชอบเรียงสิ่งของให้เป็นระเบียบ หรือเรียงเป็นแถวยาวต่อ ๆ กัน
-
- ยึดติดกับความคิด สถานที่ หรือการกระทำเดิม ๆ เช่น ต้องนั่งทานข้าวที่เดิมเสมอ
-
- ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อประสาทสัมผัสสิ่งเร้า แสง สี เสียง ผิวสัมผัส อุณหภูมิ เช่น อาจตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวด ไม่ตอบสนองต่ออากาศร้อนหรือเย็น หรือในทางตรงกันข้ามคือมีการตอบสนองมากกว่าปกติ
-
- แสดงออกซึ่งสิ่งที่ไม่ชอบอย่างรุนแรง เช่น ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าพอดีตัว ไม่ชอบให้จู้จี้จุกจิก
-
- หมกมุ่นหรือสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษ เช่น หลงใหลในวัตถุที่มีแสงหรือมีการเคลื่อนไหว เช่น ของเล่นที่มีไฟกระพริบ มีแสงวับวาว ของเล่นที่มีล้อหมุน เช่น รถของเล่น หรือพัดลม
-
- ชอบกระโดด ชอบกระพือแขน เขย่งเท้า สะบัดมือซ้ำๆ

ภาวะที่พบร่วม
-
- ร้อยละ 28 จะพบอาการอยู่ไม่นิ่งหรือสมาธิสั้น
-
- ยังอาจพบโรคจิตเวชอื่นๆร่วมด้วยในผู้ป่วย ASD เช่นโรคดื้อต่อต้าน โรควิตกกังวลโรคย้ำคิดย้ำทำ และโรค tic
-
- ปัญหาการนอน (Sleep disorder) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยราว 50-80% โดยปัญหาการนอนอาจส่งผลกระทบจต่อพฤติกรรมอื่น ๆ ระหว่างวันได้
-
- อาการชัก (Seizers) พบว่าเด็กที่เป็นออทิสติกมีความเสี่ยงต่ออาการชักเพิ่มมากขึ้น
-
- มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual disability) โดยประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกจะมีพัฒนาการช้ารอบด้าน หรือมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย
การรักษา
การรักษาโรคออทิสติกจะต้องรักษาแบบองค์รวมร่วมกันกับการบำบัดตามอาการที่เด่นเฉพาะและจะต้องไปคำนึงถึงประเภทและระดับความรุนแรงในการต้องการความช่วยเหลือ รออทิสติกเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการ เพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เสริมการเรียนรู้และการสื่อสารรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคมเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ สิ่งสำคัญในการรักษาโรคออทิสติกคือจะต้องมีการสนับสนุนกระตุ้นในทุกทุกบริบท ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านที่โรงเรียน สามารถบำบัดรักษาได้ ดังนี้
-
- ฝึกพูดกับนักแก้ไขการพูด ( Speech therapy ) ฝึกการเปล่งเสียงการออกเสียงการสร้างประโยชน์รวมไปถึงฝึกวิธีการสื่อสารหรือการบอกความต้องการของตนเอง
-
- กิจกรรมบำบัด ( Occupational therapy ) เป็นการฝึกบำบัดฟื้นฟูส่งเสริมป้องกัน ในด้านของพัฒนาการ และการเรียนรู้ผ่านการใช้กิจกรรมการดำเนินชีวิต เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามศักยภาพของบุคคลนั้น
-
- พฤติกรรมบำบัด ( Behavioral therapy) เป็นการบำบัดเพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ในสังคม
-
- การรักษาโดยการใช้ยา ( Medications) เป็นการรักษาเพื่อปรับสมดุลการทำงานของสารสื่อประสาทส่วนกลางของสมองโดยตรง แต่ การรักษาด้วยยาอาจไม่ได้ทำโรงออทิสติกหายจากอาการที่เป็นแต่ผมว่าช่วยทำให้เด็กสามารถ ฝึกพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการปรับลดปริมาณยาหรือหยุดให้ยาตามข้อบ่งชี้ของการใช้ยา

ยารักษา
การรักษาด้วยยาไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อรักษาให้หายจากการเป็นโรคออทิสติก แต่นำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างที่เกิดร่วม ซึ่งในปัจจุบันยังพบว่าไม่มีตัวยาใดที่ช่วยแก้ไขความบกพร่องด้านสังคม และการสื่อสารซึ่งเป็นปัญหาหลัก ส่วนยาที่นำมาใช้พบว่ามีประโยชน์ในการลดพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพันแล่น ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย และหมกมุ่นมากเกินไป โดยองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับรองการใช้ยา Risperidone และยา Aripiprazole ในออทิสติกช่วงเด็กและวัยรุ่นอายุ 6-17 ปี

การพยากรณ์โรค
สิ่งสำคัญที่เป็นตัวบ่งบอกว่าเด็กออทิสติก มีแนวโน้มที่ดี หรือไม่คือระดับสติปัญญาและ ความสามารถในการสื่อสารจากรายงานการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีระดับสติปัญญาหรือไอคิวต่ำกว่า 50 มีอาการชักในช่วงวัยรุ่น หรือยังไม่พูดเมื่ออายุห้าปีมักจะมีแนวโน้มไม่ค่อยดี
การดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสมถูกต้องตามหลักวิชาการ หากเริ่มทานตั้งแต่ช่วงอายุ 3 ขวบปีแรกพบว่าได้ผลดีกว่าการรักษาที่ล่าช้า เนื่องจากช่วง 3 ขวบปีแรกเป็นปีทองของการกระตุ้นพัฒนาการในทุกด้าน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็วให้การดูแลช่วยเหลือตั้งแต่แรกเริ่มเมื่ออายุน้อย จะช่วยทำให้การพยากรณ์โรคมีแนวโน้มค่อนข้างดี
https://www.facebook.com/rainykidsclinic
You may also like
ระบบรับสัมผัส (Tactile System)

